7/07/2009
วิธีรักอย่างผู้หญิงฉลาด


วิธีรักอย่างผู้หญิงฉลาด (เดลินิวส์)

เดลินิวส์ออนไลน์มีเคล็ดลับการ "รัก" อย่างฉลาด มาฝากคุณสาว ๆ

1. รู้ว่า...ต้องใช้ชีวิตคุ้มค่า

          เมื่อมีคนรัก จงปรับเปลี่ยนเฉพาะในส่วนที่ทำให้ชีวิตคู่ราบรื่น หากคุณเปลี่ยนแปลงไปทุกอย่างกลายเป็น ผู้หญิงอีกคนหนึ่งซึ่งเขาไม่คุ้นเคย เขาก็จะค่อย ๆ หมดความสนใจในตัวคุณ ถ้าคุณมองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง แล้วใครจะมองเห็นคุณค่าของคุณ

2. รู้ว่า...เซ็กส์ไม่ใช่เรื่องง่าย

          ไม่ว่าคุณจะหลงเสน่ห์เขาแค่ไหน ไม่ว่าความสัมพันธ์จะดำเนินต่อไปอย่างไรอย่าลืมว่าคนแปลกหน้าก็ ยังเป็นคนแปลกหน้าอยู่ดี ถึงประวัติส่วนตัวเขาจะดี แต่ที่แน่ ๆ คุณไม่มีโอกาสรู้ว่าเขามีโรคติดต่อทางเพศหรือเปล่า ไม่จำเป็นที่คุณต้องมีอะไรกับเขาถ้าคุณยังไม่พร้อมในทุกด้าน เรารู้จักรักผู้ชายได้โดยไม่ต้องมีเซ็กส์ได้

3. รู้ว่า...ผู้ชายแสนดีไม่จำเป็นต้องหล่อ

          ถ้าเขาคนนั้นทำให้คุณมีความสุข อบอุ่น หัวเราะได้มีความชอบอะไรเหมือนกันหลายอย่าง แถมเขายังฉลาด แต่ไม่หล่อเลย คุณสาว ๆ ลองไปเดินสังเกตุตามซูเปอร์มาเก็ตดู ผู้ชายที่มาซื้อของกับครอบครัวหรือเล่นอยู่กับลูก ๆ ตามชายหาด ผู้ชายเหล่านี้หน้าตาอาจจะไม่เหมือนนายแบบในนิตยสารเลย แต่เขานี่แหละที่เหมาะจะเป็นพ่อของลูกคุณ

4. รู้ว่า…ความรักมีปริมาณ 50-50

          สิ่งที่คู่รักต้องการ คือ ความรักที่พบกันครึ่งทางมีการให้และรักอย่างสมดุล ต่างฝ่ายต่างเอาใจใส่ห่วงใยกัน ช่วยเหลือกัน มอบความรักให้อีกฝ่ายเท่าเทียมกัน ไม่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป

5. รู้ว่า...คุณไม่มีวันเปลี่ยนแปลงผู้ชายได้

          เหตุผลก็คือ คุณไม่สามารถและไม่สมควรที่จะพยายามเปลี่ยนสิ่งที่เขาชอบหรือไม่ชอบ ไม่มีใครเปลี่ยนใครได้นอกจากตัวของเขาเอง เก็บพลังใจกายและเวลาอันมีค่าที่จะสูญเสียไปไว้ให้ กับคนที่ต้องการความสัมพันธ์ดี ๆ กับเราดีกว่า หรือทำอะไรก็ได้ร้อยแปดประการที่ทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น หากเขาแสดงการไม่ให้เกียรติคุณเขาก็ไม่สมควรที่จะได้รับความรัก ห่วงใยจากคุณอีก ถ้าปล่อยให้เขาทำตัวแย่กับเราเขาก็จะแย่ลงเรื่อย ๆ

6. รู้ว่า...เป็นคนรักต่างกับคนรับใช้

          จริงแล้วผู้ชายที่มีความรับผิดชอบดี เขาจะไม่ชอบผู้หญิงที่อ่อนแอและเป็นเบี้ยล่างให้เขาตลอดเวลา หรือเกรงใจผู้อื่นจนปฏิเสธใครไม่เป็น เราต้องรู้จักปฏิเสธและโต้กลับบ้าง การปฏิเสธข้อเรียกร้องของคนอื่นบ้างไม่ใช่เรื่องหยาบคาย

7. รู้ว่า...การแต่งงานไม่ใช่กระดาษแผ่นเดียว

          ใบทะเบียนสมรสไม่ใช่สิ่งที่จะรับรองว่าชีวิตคู่ของคุณจะอยู่กันตลอดรอดฝั่ง แต่การแต่งงานนั้นเป็น"งาน"จริง ๆ งานที่ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ ต้องทำความตกลงกันในหลายเรื่องอาศัยการประนีประนอม และหมายถึงการใช้ชีวิตซ้ำ ๆ ในแต่ละวันกับมนุษย์คนเดิมซึ่งเขาอาจจะไม่จำเป็นต้องได้ดั่งใจคุณทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องรู้สึกหรือมีความคิดเห็นเหมือนคุณทุกเรื่อง และชีวิตคู่ไม่ต้องโรแมนติกตลอดเวลาก็สามารถมีความหมายลึกซึ้งและเป็นรักที่ แท้และฉลาดได้

8. รู้ว่า...ไม่ควรประจานข้อบกพร่องของตัวเองให้เขาฟัง

          ทุกคนย่อมมีข้อเสียหรือนิสัยแย่ ๆ กันทั้งนั้น แต่ก็ไม่ต้องไม่แฉทั้งหมดว่า เรามีข้อเสียอะไรบ้าง เพราะอาจจะทำให้ต้องโบกมือลา ตั้งแต่ก่อนจะได้คบกัน..และแน่นอนหนุ่ม ๆ ของคุณก็มีข้อเสียเช่นกันก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าคุณทั้งคู่จะปรับตัว ปรับใจ ยอมรับนิสัยแย่ ๆ ได้ไม ถ้าไม่ได้ก็คงต้องลาจากกัน

9. รู้ว่า...ต้องไม่เป็นหนังสือที่อ่านง่ายสำหรับเขา

          คงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วว่า อะไรที่ได้มาอย่างง่าย ๆ มันก็ไปง่าย ๆ ได้เช่นกัน หรือดูไม่มีคุณค่าให้รักษานั่นเอง

10. รู้ว่า...อย่าเรียกร้องความเท่าเทียมจากผู้ชาย ถ้าคุณยังดูแลตัวเองไม่ได้

          หากคุณยังไม่มีความเข้มแข็งพอ หรือดูแลตัวเองยังไม่ได้ แล้วอย่างนี้เราจะมีสิทธิ์อะไรไปต่อกรกับผู้ชายแมนๆ เขาได้ ดีไม่ดีจะโดนดูถูกเอาด้วย

          สาว ๆ คนไหน อยากรักอย่างฉลาด ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปประยุกต์ใช้กับความรักตัวเองได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก


ภาพประกอบจาก Glitter.kapook.com
tags : รักอย่างฉลาด  
posted by zokzaak : 2009-07-07 09:03:34
7/07/2009
พักกายพักใจไปสัมผัส มนต์เสน่ห์แห่ง มัลดีฟส์

มัลดีฟส์

มัลดีฟส์
นางแบบตาแป๋ว


พักกายพักใจไปสัมผัส มนต์เสน่ห์แห่ง มัลดีฟส์ (ไทยรัฐ)

          หลังเหนื่อยล้าจากการงานและเครียดกับปัญหาบ้านเมือง หลายคนแสวงหาสถานที่พักกายพักใจเพื่อชาร์จพลังให้ชีวิตกลับมามีชีวาอีกครั้ง สำหรับคนรักทะเล ชื่อของ มัลดีฟส์ คงอยู่ในลิสต์ต้นๆ ของเกาะในฝัน

          ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกันก่อน มัลดีฟส์ (Maldives) เป็นประเทศหมู่เกาะที่มีเกาะน้อยใหญ่ราว 1,190 เกาะ ตั้งเรียงรายอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ใกล้กับประเทศศรีลังกา แต่มีเกาะที่ผู้คนอาศัยอยู่ได้เพียง 200 กว่าเกาะเท่านั้น หากรวมทั่วประเทศจะมีพื้นแผ่นดินอยู่ราว 300 ตารางกิโลเมตร มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข 
         

มัลดีฟส์
ฝูงฉลามน้อยออกล่าเหยื่อ


          ประชากรราว 3.5 แสนคน นับถือศาสนาอิสลาม เมืองหลวงชื่อ มาเล (Male') เวลาที่นั่นช้ากว่าเมืองไทยอยู่ 2 ชั่วโมง ชาวมัลดีฟส์ใช้ภาษาดิเวฮิและอังกฤษเป็นภาษาราชการ เนื่องจากเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษถึง 79 ปี มีสกุลเงิน 1 รูฟียาห์ (MVR) มูลค่าแลกเปลี่ยนราว 3 บาท เศรษฐกิจที่นี่พึ่งพาการท่องเที่ยวและการประมงเป็นหลัก สินค้าสำคัญคือ ปลาทูน่า มะพร้าว ละผลิตภัณฑ์จากทะเล

มัลดีฟส์
สนามบินลอยน้ำของแท้


          รัฐบาลมัลดีฟส์อนุญาตให้นักลงทุนชาวต่างชาติเช่าเกาะเพื่อพัฒนาเป็นที่พัก รองรับนักท่องเที่ยวแค่ 74 เกาะ หรือ 1 เกาะ 1 รีสอร์ท กฎคือทุกรีสอร์ทต้องดูแลสิ่งแวดล้อม ห้ามตัดต้นไม้ใหญ่ ระบบกำจัดขยะและน้ำเสียต้องได้มาตรฐาน ทุกรีสอร์ทจะมีเครื่องปั่นกระแสไฟฟ้าและผลิตน้ำประปาจากน้ำทะเลใช้เอง ส่วนโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตจะใช้ระบบผ่านดาวเทียม หลายรีสอร์ทยังทุ่มทุนสร้างเขื่อนกันคลื่นไว้นอกชายฝั่ง กฎหมายด้านการท่องเที่ยวก็เข้มงวด การโดยสารเรือหรือเครื่องบินทะเล (Seaplane) ที่ต้องใช้เวลาเดินทางไปยังที่พักซึ่งอยู่ไกลเกิน 2 ชั่วโมง ถ้าค่ำมืดดึกดื่นเกิน 4 ทุ่ม นักท่องเที่ยวจะต้องนอนพักในโรงแรมที่เมืองมาเล ก่อน 1 คืน รุ่งสางถึงเดินทางต่อไปได้ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยเป็นหลัก

มัลดีฟส์
คู่รักโรแมนติก


          เรา ทะยานออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงเย็น ใช้เวลาบินลัดฟ้าราว 4 ชั่วโมง ก็มาถึงดินแดนพันเกาะในตอนค่ำ จากนั้นนั่งเรือสปีดโบ้ทต่อไปอีก 20 นาทีก็ถึง คลับเมด คานิ (Club Med Kani) ที่พักของเราในทริปนี้ แม้จะเป็นเกาะห่างไกลฝั่ง แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกอย่าง นักท่องเที่ยวจึงไม่รู้สึกอ้างว้างเหมือนถูกปล่อยเกาะ ผู้ชื่นชอบการท้าทายสายลมแสงแดดก็มีกิจกรรมกลางแจ้งให้เลือก อาทิ เรือใบ, วินด์เซิร์ฟ, คยัค, ว่ายน้ำ, กีฬาชายหาด, ดำน้ำตื้น, ดำน้ำลึก

          ส่วนคนขี้เบื่อแต่ไม่อยากออกแรง ก็แค่ย้ายก้นไปนั่งจุ้มปุ๊กที่บาร์ริมหาด จิบเครื่องดื่มเย็นๆ ที่บริการฟรี พร้อมนั่งมองดูฉลามน้อยล่าเหยื่อก็เพลินไปอีกแบบ หรือจะไปนอนนวดในสปาก็เป็นการฆ่าเวลาที่ไม่เลว แต่หากใครอยากเหินฟ้าขึ้นดูมัลดีฟส์ในมุมสูง ติดต่อซื้อทัวร์บินไปกับซีเพลนได้จากที่พัก นักบินจะพาคุณร่อนเหนือหมู่เกาะน้อยใหญ่ราว 20 นาที ก่อนจะพากลับมาส่งในจุดเดิมอย่างปลอดภัย แต่ต้องแลกกับเงินในกระเป๋าที่หายไปเกือบครึ่งหมื่น!!! 

มัลดีฟส์
สีสันบาร์ริมหาดยามค่ำ


          มีโอกาสมาเยือนมัลดีฟส์ทั้งที ไม่ควรนอนเอกเขนกตีพุงอยู่แต่ในรีสอร์ทหรู ลองแวะไปดูวิถีชีวิตของชาวพื้นเมืองมาเลดูบ้าง จะได้อะไรใส่สมองมากกว่าที่คิด และคุ้มกับค่าเงินที่เสียไป แค่นั่งเรือเร็วไป-กลับไม่เกินชั่วโมง และเปิดใจให้กว้างๆ ก็จะได้สัมผัสความจริงอีกด้านที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่เคยรับรู้ เมืองมาเลไม่ใหญ่โตโอ่อ่าแต่น่ารัก เดินเรื่อยๆ ไปตามถนนแคบๆ สัก 45 นาที ก็วนได้รอบเกาะแล้ว ชาวเมืองมีอัธยาศัยไมตรีและรอยยิ้มให้นักท่องเที่ยวเสมอ

         ตลาดปลาเป็นจุดแรกที่ควรไปดู ที่นี่สะท้อนวัฒนธรรมการกินอยู่ของคนมัลดีฟส์ขนานแท้ดั้งเดิมได้ดีที่สุด เห็นปลาทูน่าสดๆ ตัวโตๆ เนื้อแน่นๆ แล้วน้ำลายไหล คิดถึงรสชาติซาซิมิขึ้นมาจับใจ ใกล้กันในย่านท่าจอดเรือประมง ที่นี่จะได้ชมวิถีชีวิตชาวเกาะห่างไกล แวะเวียนมาซื้อข้าวของเครื่องใช้กลับ บ้านกันอย่างคึกคัก เห็นแล้วแอบอิจฉาชีวิตพอเพียงที่มีอิสรเสรี ได้พายเรือไม้ลำเล็กคู่กายท่องไปในทะเลกว้างตามหัวใจเรียกร้อง 

มัลดีฟส์
ลูกค้าเลือกซื้อทูน่าในตลาดปลา


          มามัลดีฟส์อย่าฝันถึงการช็อปปิ้ง เพราะเหลือบตาแลสินค้าส่วนใหญ่ล้วนประทับตรา เมดอินไชน่า, เวียดนาม และไทยแลนด์ ของที่ระลึกก็ขนข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากเจเจ (จตุจักร) และย่านประตูน้ำบ้านเรา บางชิ้นยังไม่แกะป้ายราคาเก่าออกเลย ฉะนั้น สิ่งที่ควรนำกลับไปมากที่สุดคือประสบการณ์ในการเดินทาง ความทรงจำและภาพถ่ายสวยๆ

มัลดีฟส์
รอยยิ้มพิมพ์ใจจากสาวมาเล


          หาย สงสัยแล้วว่าทำไมมัลดีฟส์ ถึงเป็นเกาะสวรรค์ในฝันของนักเดินทาง เพราะความที่อยู่โดดเดี่ยวกลางมหาสมุทร มีหาดทรายขาวละเอียดทอดตัวยาวเหยียดให้เดินเล่นนุ่มเท้า เกลียวคลื่นสาดซัดฟองขาวกระจายเข้าหาฝั่ง เมฆขาวลอยเด่นบนท้องฟ้าตัดกับสีน้ำเงินเข้มของน้ำทะเลใสแจ๋ว มองเห็นฝูงปลาสีลูกกวาดแหวกว่ายหยอกล้อไปมาตามแนวปะการัง ยิ่งยามเย็นหลายคู่เดินจู๋จี๋บนหาดงามในยามตะวันลับฟ้าแล้วตาร้อนผ่าว คิด ถึงคำพูดของใครบางคนที่ว่า "อาทิตย์ตกดินที่ไหนก็เหมือนกัน แต่จะสวยและโรแมนติกหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ว่าไปดูกับใคร" อืม... ท่าจะจริงแฮะ 

มัลดีฟส์
มาเลเมืองหลวงมัลดีฟส์


          ยังไม่รู้ว่าอีก 50 ปีข้างหน้า ดินแดนเกาะสวาทหาดสวรรค์แห่งนี้จะจมหายใต้ผืนน้ำสีคราม กลายเป็นตำนานให้เล่าขานเหมือนทวีปแอตแลนติส ตามคำบอกเล่าหรือไม่ พราะหากโลกยังร้อนขึ้นเรื่อยๆ คนที่นี่ก็คงไม่ใช่ผู้กุมชะตากรรมตัวเองไว้เพียงฝ่ายเดียว แต่มันตกอยู่ในกำมือของมนุษยชาติ ที่จะมีส่วนช่วยกันประคับประคองให้แผ่นดินมัลดีฟส์ ได้มีโอกาสปรากฏบนแผนที่โลกต่อไปหรือไม่ต่างหาก

          อยากรู้เรื่องราวของมัลดีฟส์เพิ่มเติม ลองคลิกไปที่ http://www.paimaldives.com/ หรือโทร.0-2935-5700 จะได้รับความกระจ่างมากขึ้น


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

tags : มัลดีฟท์  
posted by zokzaak : 2009-07-07 09:02:50
6/07/2009
กฤษ V7 อำลาเวทีนักล่าฝัน เป็นคนแรกของซีซั่น AF6

AF6 เอเอฟ 6  กฤษ V7


น้ำตาท่วมฮอลล์ "กฤษ V7" อำลาเวทีนักล่าฝันเป็นคนแรกของซีซั่น AF6 (ดาราเดลี่)

          เริ่ม แล้วสำหรับคอนเสิร์ตครั้งแรกของนักล่าฝันทั้ง 12 คน ของ AF6 หลังจบการแสดงคอนเสิร์ตของนักล่าฝันทั้ง 12 คน ก็ถึงช่วงเวลาแห่งนาทีระทึกใจกับการประกาศผลโหวตจากผู้ชม อย่างที่ ทราบกันไปแล้วว่ากติกาในปีนี้มีเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ตรงที่คอมเม้นเตเตอร์จะมีบทบาทในการช่วยให้นักล่าฝันที่มีผลงานโชว์โดด เด่นอยู่รอดต่อไปในสัปดาห์หน้า

          ฉะนั้นในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของรายการ ผู้ชมจะพลาดไม่ได้เลยเด็ดขาด โดยเริ่มแรก "อาต้อย-เศรษฐา" ก็ได้ทำการประกาศรายชื่อ 3 นักล่าฝันที่มีคะแนนโหวตน้อยที่สุด ได้แก่ "กฤษ V7, นุกนิก V9, แท็บบี้ V11" และเมื่อรวบรวมความเห็นจากคอมเม้นเตเตอร์แล้ว สรุปได้ว่าคนที่คู่ควรกับตุ๊กตาภูมิคุ้มกันก็คือ สาวแท็บบี้ที่สลัดคราบนักร้องสาวแจ๊ซมาเป็นศิลปินร็อคได้อย่างไม่มีที่ติ

          ต่อมาก็เป็นการประกาศผลโหวตนักล่าฝันที่มีคะแนนน้อยที่สุด ซึ่งถ้าหากเป็นแท็บบี้นั่นหมายความว่าสัปดาห์นี้จะไม่มีคนออก แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่หลายคนคาดหวัง เพราะในที่สุดผู้โชคร้ายที่ต้องลากกระเป๋ากลับบ้านไปเป็นคนแรกก็คือหนุ่มกฤษ

          ทันทีที่ประกาศผลก็ทำเอาผู้ชมในฮอลล์รวมถึงเพื่อนนักล่าฝันเสียน้ำตากันเป็นแถว เนื่อง จากกฤษเป็นหนุ่มอารมณ์ดี เป็นที่รักของทุกคน และสามารถเอาชนะเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ให้กลายเป็นเสียงชื่นชมในนิสัยและพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงของเขาได้สำเร็จ ...น่าเสียดายเหลือเกิน ที่เส้นทางการล่าฝันของเขาจะจบลงแค่เพียงในสัปดาห์แรก แต่เวลาแค่นี้ก็พิสูจน์ได้แล้ว "กฤษ" คู่ควรกับการได้เป็นนักล่าฝัน True AF6 จริงๆ


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

tags : AF6  
posted by zokzaak : 2009-07-06 10:06:03
6/07/2009
สื่อปูดเตรียมฝังร่างแจ็คสันแบบไร้สมอง

ไมเคิล แจ็คสัน



สื่อปูดเตรียมฝังร่างแจ็คสันแบบไร้สมอง (คมชัดลึก)

          หนังสือ พิมพ์ซันเดย์ มิร์เรอร์ อังกฤษ ปูดครอบครัวเดินหน้าฝังร่าง "ไมเคิล แจ็คสัน" แบบไร้สมองในกะโหลก เหตุนิติเวชยึดไว้เพื่อตรวจสอบการใช้ยา ระบุต้องใช้เวลานานถึง 3 สัปดาห์ถึงจะรู้ผล

          ก่อนที่พิธีศพอำลาราชาเพลงป๊อป ไมเคิล แจ็คสัน จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ที่สนามกีฬา สเตเปิลส์ เซ็นเตอร์ ในลอสแองเจลิสในวันอังคารนี้ หนังสือพิมพ์ซันเดย์ มิร์เรอร์ รายงานว่า ครอบครัวตัดสินใจจะฝังร่างของไมเคิลโดยที่ไม่มีสมอง อวัยวะส่วนสำคัญที่สุดของร่างกายไปด้วย เนื่องจากสำนักงานนิติเวชวิทยาของลอสแองเจลิสยึดสมองของนักร้องดังเอาไว้ เพื่อตรวจสอบประสาทวิทยา ซึ่งรวมถึงการตรวจหาชนิดยาที่ราชาเพลงป๊อปกินเข้าไป

          สำนักงานนิติเวชวิทยาของลอสแองเจลิสได้แจ้งให้ทางครอบครัวแจ็คสันเลือก ระหว่างรอผลการตรวจสอบประมาณ 3 สัปดาห์ หรือจะเลือกฝังศพตอนนี้โดยไม่มีสมอง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้แยกเก็บชิ้นส่วนสมองไว้ก่อนจะส่งร่างคืนให้ครอบครัวแจ็ค สันเพียงไม่นานหลังเสร็จสิ้นการชันสูตรก่อนหน้านี้

          หนังสือ พิมพ์รายงานอ้างแหล่งข่าวในสำนักงานนิติเวชวิทยาระบุว่า แทนที่ครอบครับแจ็คสันจะระงับหรือเลื่อนพิธีศพออกไป ครอบครัวของไมเคิลตัดสินใจฝังร่างราชาเพลงป๊อปทั้งๆ ที่ไม่มีสมอง

          ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ชันสูตรบอกว่า การตรวจสอบสมองจะต้องทำหลังการเสียชีวิตอย่างน้อย 2 สัปดาห์เพื่อให้สมองแข็งตัวเต็มที่เพียงพอ โดยหวังตรวจหาร่องรอยการใช้ยาเสพติดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ หรือการใช้ยารักษาเกินขนาดในอดีต ซึ่งขณะนี้มีข่าวว่าเขาใช้ยาแก้ปวดเดเมอรอล และออกซีคอนติน รวมทั้งใช้ยาสลบดิพริแวนสำหรับใช้ในโรงพยาบาล เพื่อช่วยในการนอนหลับ

          นายแพทย์ที่เป็นอดีตเจ้าหน้าที่นิติเวช บอกว่า ตลอด 47 ปีของการทำงาน มีครอบครัวของผู้เสียชีวิตเพียง 1% ที่ต้องการสมองคืนเพื่อนำกลับไปฝัง


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

tags : ไมเคิล  
posted by zokzaak : 2009-07-06 10:05:05
4/07/2009
ระวัง! แก๊งแฮ็กบัตรเอทีเอ็ม ฉกเงินโดยไม่รู้ตัว

ระวัง! แก๊งแฮ็กบัตรเอทีเอ็ม ฉกเงินโดยไม่รู้ตัว

เอทีเอ็ม ATM

 

ฉกข้อมูลATMรูดเงิน พ.ต.สูญกว่า3หมื่น (คมชัดลึก)

        แก๊งแฮกบัตรเอทีเอ็มอาละวาด ฉกข้อมูลบัตรเอทีเอ็ม ของ "พ.ต.ทรงพล" กดเงินสูญกว่า 3 หมื่นบาท เผยกดเงินครั้งสุดท้ายจากตู้เอทีเอ็มแบงก์กรุงไทย เมื่อปลายเดือนมิถุนายน เช็คอีกรอบพบเงินหายกว่า 3 หมื่น ตรวจสอบพบเงินถูกกดออกจากแบงก์ต่างจังหวัดเวลาไล่เลี่ยกัน 2 ครั้ง เชื่อมิจฉาชีพในสกิมเมอร์ดูดข้อมูลจากตู้เอทีเอ็มรุ่นเก่า วอนแบงก์เจ้าของตู้หาระบบป้องกัน เตรียมเข้าแจ้งความวันนี้

        (3 กรฏาคม) พ.ต.ทรงพล เอี่ยมบุญฤทธิ์ กรรมการบริหารบริษัทผลิตเครื่องเกราะกันกระสุน เปิดเผย "คม ชัด ลึก"ว่า ถูก มิจฉาชีพฉกข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็ม ดูดเงินไปจากบัญชีสูญ 30,300 บาท โดยเมื่อเวลา 14.40 น. - 14.41 น. วันที่ 2 กรกฎาคม ถูกแก๊งมิจฉาชีพขโมยข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็ม กดเอาเงินในบัญชี 2 ครั้ง เป็นเงิน 30,300 บาท โดยกดเงินจากตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทยในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งสาเหตุน่าจะมาจากข้อมูลจากตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทย สาขาโรงพยาบาลพญาไท 2 รั่วไหล เนื่องจากขาดระบบป้องกันการดูดข้อมูลจากเครื่องสกิมเมอร์ 

        พ.ต.ทรงพล กล่าวว่า ตนใช้บริการตู้เอทีเอ็มครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 12.00 น. โดยใช้ตู้เอทีเอ็มที่ติดตั้งอยู่โรงพยาบาลพญาไท 2 ซึ่งตนใช้บัตรเอทีเอ็มของธนาคารกรุงศรีอยุธยาไปกดเงินจากตู้ของธนาคารกรุง ไทย เนื่องจากวันเวลาดังกล่าว มีประชาชนเข้าคิวรอกดเงินจากตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำนวนมาก ตน เห็นว่าตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทย ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กันไม่มีคนใช้บริการ ด้วยความคิดว่าสะดวกกว่าเสียค่าธรรมเนียมไม่กี่บาท จึงตัดสินใจไปใช้บริการตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย กดเงินออกมา 10,000 บาท 

        พ.ต.ทรงพล กล่าวอีกว่า วันนี้จะไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็มอีก ปรากฏว่า ไม่สามารถกดเงินได้เนื่องจากยอดเงินในบัญชีไม่เพียงพอ ทั้งที่เงินในบัญชีคงเหลือ 3 หมื่นกว่าบาท ตนจึงสอบถามไปยังธนาคารต้นสังกัด ทางธนาคารกลับแจ้งว่า มีรายการเบิกเงินทางบัตรเอทีเอ็มที่ตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงศรี ในพื้นที่ต่างจังหวัดไปแล้วจำนวน 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเวลา 14.40 น. จำนวนเงิน 2 หมื่นบาท และครั้งที่สองเวลาไล่เลี่ยกันก็ถูกกดเงินไป 10,300 บาท รวมเป็นเงิน 30,300 บาท

        "ผมแน่ใจว่า ผมถูกแก๊งมิจฉาชีพขโมยข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็ม แล้วลักลอบไปกดเงินของผมจากตู้เอทีเอ็มสาขาอื่น ที่อยู่นอกเหนือจากพื้นที่กรุงเทพฯ อย่างแน่นอน เพราะผมเพิ่งใช้บริการตู้เอทีเอ็มต่างสาขาต่างธนาคารที่เปิดบัญชีไว้ ซึ่งก็คือตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย เป็นตู้เอทีเอ็มธนาคารของรัฐ ที่ไม่ทันสมัย ไม่มีการปรับปรุงป้องกันการโจรกรรมข้อมูลที่แน่นหนา เพราะผมเพิ่งใช้เอทีเอ็มดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนจะมาถูกขโมยกดเงินในวันนี้" พ.ต.ทรงพล กล่าว

        พ.ต.ทรงพล กล่าวด้วยว่า ต้อง การให้ธนาคารของภาครัฐ แก้ไขปรับปรุงระบบป้องกันภัยจากแก๊งมิจฉาชีพ ที่สามารถขโมยข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็มของลูกค้า ควรจะปรับปรุงให้ทันสมัย และมีระบบป้องกันการดูดข้อมูลจากเครื่องสกิมเมอร์ให้รอบคอบกว่านี้ และจุดที่น่าสังเกตกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าวเลือกจะดูดข้อมูลจากตู้เอทีเอ็มของ ธนาคารที่เป็นของรัฐบาล และเลือกใช้ตู้ที่ตั้งอยู่เรียงกันตั้งแต่ 3 ตู้ขึ้นไป ขณะเดียวกันก็จะเลือกฉกข้อมูลช่วงเวลาเร่งด่วนของมนุษย์เงินเดือนกับเหล่า บรรดานักธุรกิจในช่วงเวลาสิ้นเดือน ซึ่งจะมีเงินสะพัด

        พ.ต.ทรงพล กล่าวย้ำว่า ถึงแม้เงินที่ตนถูกแก๊งมิจฉาชีพโจรกรรมไปในครั้งนี้จะไม่ใช่จำนวนมากมาย แต่เชื่อว่ายังมีเหยื่ออีกมากมายที่ตกชะตากรรมเดียวกันกับตน แต่ที่ออกมาเปิดเผยครั้งนี้ เพื่อให้ธนาคารของรัฐบาลแก้ไขระบบป้องกันความปลอดภัยเกี่ยวกับข้อมูลทางบัตร เอทีเอ็ม ด้วยการติดตั้งตู้เอทีเอ็มใหม่ๆทันสมัย มีระบบป้องกันความปลอดภัยสูง เพราะที่ผ่านมาตู้เอทีเอ็มธนาคารของรัฐบาลส่วนใหญ่จะเป็นเป้าหมายของการถูก ดูดข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า ก่อนสร้างความเสียหายหลายล้านบาท ซึ่งในวันพรุ่งนี้(3 ก.ค.)จะไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.บางเขน ซึ่งเป็นธนาคารในพื้นที่ ที่ไปเปิดบัญชีธนาคารไว้

 



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

tags : แฮกบัตร  
posted by zokzaak : 2009-07-04 11:09:45
/3
  • hi ! : Guest ?


  • เจ้าของ blog : zokzaak
  • วันที่สร้าง : 2009-06-18
  • จำนวนผู้ชม : 848
  • จำนวนผู้โหวต : 1